snsd

Loading...

โรงเเรมหรู

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

รถขับเคลื่อน 4 ล้อยี่ห้ออะไรที่น่าใช้ที่สุด

รถขับเคลื่อน 4 ล้อยี่ห้ออะไรที่น่าใช้ที่สุด


ระบบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ มิใช่เพื่อช่วยให้สามารถขับขี่ได้บนเส้นทางวิบากต่างๆกันเท่านั้น ผู้ผลิตรถยนต์บางยี่ห้อติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อถาวร เพื่อช่วยการขับขี่ทั้งบนถนนธรรมดาและเส้นทางวิบาก ในขณะที่ผู้ผลิตบางรายติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้สามารถเลือกใช้ได้ทั้งขับขี่ 2 ล้อปกติ และระบบ 4X4 ในทางวิบาก สำหรับ Jeep แล้วบางรุ่นมีให้เลือกทั้ง 2 แบบ

ผู้ผลิตรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ บางรายมีอัตราทดเดียวในระบบ 4X4 เพราะคาดว่าผู้ใช้คงจะไม่ขับขี่ในทางวิบากมากนัก แต่สำหรับ Jeep ผู้กำเนิดรถประเภทนี้ได้ติดตั้งระบบ 4X4 ต่ำ เพื่อให้ใช้ทางวิบากมากๆ ด้วยในรถ Jeep ทุกรุ่น

ระบบเกียร์ 4X4 ในอัตราต่ำจังหวะ Low ทำงานโดยแกนโยกติดตั้งด้านซ้ายของเกียร์การเปลี่ยนการขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็น 4 ล้อ หรือ 4 ล้อจังหวะต่ำ (Low) นั้นทำผ่านห้องเกียร์ 4X4 เรียกว่า Transfer Case ซึ่งติดตั้งต่อจากชุดเกียร์ ซึ่งจะถ่ายทอดแรงไปยังเพลาหน้า/หลัง ในเวลาเดียวกันขณะที่ขับขี่

ในระบบของรถขับเคลื่อน 4 ล้อในปัจจุบันนั้นถูกแบ่งระบบการทำงานออกเป็น 2 ระบบ เพื่อจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ในระบบขับเคลื่อนทั่วๆไปจะมีระบบขับเคลื่อนเป็นระบบเคลื่อนแบบ 2 ล้อขึ้นอยู่กัลป์ปบผู้ผลิตว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อหน้า หรือ 2 ล้อหลัง การขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อหน้าคือการทำงานของเครื่องยนต์ที่ส่งกำลังไปยังล้อหน้าทั้งซ้ายและขวาเท่านั้น ส่วนการขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อหลังก็เช่นเดียวกัน หากแต่กำลังของเครื่องยนต์จะถูกส่งไปที่ล้อหลังทั้ง 2 ข้าง เช่นกัน

ส่วนระบบในการขับเคลื่อน 4 ล้อนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ

1. ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME
2. ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ FULL TIME

1.1 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME
ในระบบนี้ถือว่าเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อสำหรับรถที่ใช้วิ่งในทางทุรกันดาร โดยระบบนี้ยังถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PART TIME HI (สัญลักษณ์ 4H) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PART TIME LO (สัญลักษณ์ 4L)

ทั้งสองรูปแบบมีการทำงานที่เหมือนกัน คือ เมื่อผู้ใช้ระบบขับเคลื่อนมาอยู่ในตำแหน่ง 4H หรือ 4L เฟืองตัวกลางของห้องเกียร์ขับเคลื่อนเข้าล็อคติดกับห้องเกียร์ปกติ ซึ่งจะทำให้กำลังเครื่องยนต์ถูกแบ่งครึ่งให้ส่งกำลังไปอยู่ที่ล้อคู่หน้า 50% และล้อคู่หลัง 50%

ข้อดี ของระบบ PART TIME คือการนำรถที่มีระบบขับเคลื่อนระบบนี้ไปในทางสมบุกสมบัน ซึ่งโอกาสที่ล้อใดล้อหนึ่งเกิดอุปสรรคล้อที่เหลือก็ยังสามารถหมุน และนำรถให้เคลื่อนต่อไปได้

ข้อควรระวัง เนื่องจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PART TIME นั้นกำลังของรถยนต์จะถูกแบ่งครึ่งเป็นล้อคู่หน้า 50% และล้อคู่หลัง 50% ดังนั้นการบังคับเลี้ยวหรือการคล่องตัวในการหักเลี้ยวจะด้อยกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพราะกำลังของเครื่องยนต์จะกำหนดจำนวนรอบการหมุนของล้อคู่หน้าและล้อคู่หลังให้หมุนในจำนวนรอบที่เท่ากัน ดังนั้นจะเกิดอาการขืนของรถในขณะหักเลี้ยว วงเลี้ยวของรถเมื่อใช้ระบบ PART TIME จะมีรัศมีเลี้ยวที่มากกว่าระบบ 2 ล้อทั่วๆไป

ส่วนข้อแตกต่างระหว่าง PART TIME HI กับ PART TIME LO ก็คือ ในระบบ PART TIME LO นั้นจะมีเฟืองเกียร์อีกชุดหนึ่งเพิ่มเข้ามาเพื่อทำให้อัตราทดของแรงบิดเพิ่มขึ้นทำให้ง่ายต่อการปีนป่ายในทางลาดชันมากๆ หรือในทางสมบุกสมบันมากๆ แต่ความเร็วของรถอาจจะลดลงเหลือความเร็ว 1 ใน 3 ของความเร็วปกติ

1.2 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ FULL TIME
เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนท้องถนนปกติ มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วสูง บนทางโค้ง หรือทางที่เปียกลื่น การทำงานของระบบนี้จะแตกต่างจากระบบ PART TIME โดยสิ้นเชิง ในระบบ FULL TIME นี้กำลังของเครื่องยนต์จะถูกส่งไปที่ล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง ไม่คงที่เหมือนระบบ PART TIME หากแต่อัตราส่วนของกำลังที่ถูกส่งไปที่ล้อคู่หน้าและล้อคู่หลังจะขึ้นอยู่กับอัตราส่วนแรงเสียดทานระหว่างล้อคู่หน้ากับล้อคู่หลัง เมื่อล้อคู่ใดมีแรงเสียดทานมากกว่า กำลังของเครื่องจะถูกถ่ายไปหาล้อคู่ที่มีแรงเสียดทานน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่รถวิ่งในทางปกติ กำลังของเครื่องจะถูกส่งไปยังล้อคู่หน้า 50% และล้อคู่หลัง 50% เนื่องจากในการวิ่งทางตรงนั้น ล้อคู่หน้ากับล้อคู่หลังมีอัตราแรงเสียดทานที่เท่ากันต่อจากนั้นเมื่อคุณหักเลี้ยว ล้อคู่หน้าจะมีแรงเสียดทานมากกว่าล้อคู่หลังทันที อัตราการส่งกำลังของเครื่องยนต์ก็จะส่งไปที่ล้อคู่หน้าน้อยลง และไปเพิ่มที่ล้อหลังเมื่อคุณหักเลี้ยว ล้อคู่หน้าอาจจะมีกำลังเหลือ 40% หรือ 30% หรือน้อยกว่าล้อหลัง ล้อหลังก็จะมีกำลังเพิ่มเป็น 60% หรือ 70 % หรือ มากกว่า

ข้อดี เนื่องจากอัตราส่งกำลังไม่ได้ถูกแบ่งครึ่งตายตัวเหมือนระบบ PART TIME ดังนั้นปัญหาเรื่องวงเลี้ยวกว้างกว่าปกติจึงไม่เกิดขึ้น จึงสามารถใช้งานบนท้องถนนปกติได้ มีความคล่องตัวเหมือนรถขับเคลื่อน 2 ล้อโดยทั่วไป อีกทั้งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเกาะถนนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวิ่งบนทางโค้งหรือคดเคี้ยวและลื่น การเกาะถนนจะมั่นคงและแน่นอนกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วไป

ข้อควรระวัง การนำรถที่มีระบบขับเคลื่อนแบบ FULL TIME ไปใช้ในทางทุรกันดารทางที่สมบุกสมบัน และเมื่อล้อใดล้อหนึ่งเกิดอุปสรรค คือ มีอาการหมุนฟรีเกิดขึ้นโดยเฉพาะล้อหน้าแล้ว กำลังของเครื่องยนต์ก็จะถูกส่งไปที่ล้อที่หมุนฟรีนั้นทั้งหมด เนื่องจากล้อที่หมุนฟรีนั้นไม่มีแรงเสียดทานเลยเมื่อเทียบกับอีก 3 ล้อที่เหลือ ซึ่งอยู่บนพื้นถนนปกติ ทำให้ล้อที่เหลือไม่มีกำลังจะดันรถให้พ้นจากอุปสรรคได้ แตกต่างจากระบบ PART TIME จากตัวอย่างเดียวกัน รถในระบบ PART TIME เมื่อล้อหน้ามรอุปสรรค กำลังจะสูญเสียแค่ล้อหน้า คือ 50% แต่รถยังมีกำลังเหลืออีก 50% ที่ล้อหลังสามารถดันรถผ่านอุปสรรคได้

เรียนรู้การทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

2WD : ระบบนี้การทำงานของรถจะส่งกำลังขับเคลื่อน 100 เปอร์เซ็นต์ ไปที่ล้อหลัง ซึ่งก็คือระบบขับเคลื่อนของรถตามปกติธรรมดานี่เอง การใช้งานจะใช้บนสภาพถนนที่ดีมาก พื้นผิวทางวิ่งแข็งและแห้ง

4WD FULL-TIME : ระบบขับเคลื่อนแบบนี้มีใช้ในรถยนต์นั่ง ระบบส่งกำลังไปยังล้อหน้าและล้อหลังตามอัตราส่วน ซึ่งจะสัมพันธ์กับแรงเสียดทานระหว่างล้อกับพื้นถนน ดังนั้นระบบนี้จึงเป็นระบบที่ให้ความปลอดภัยสูงสุด บนถนนที่เป็นคลื่นทางคดโค้งและการใช้ความเร็วสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ การควบคุมพวงมาลัยและการเบรค

4WD PART-TIME (HI) : ระบบนี้เฟืองตัวกลางจะล็อค ทำให้ระบบส่งกำลังไปที่เพลาขับหน้า 50 เปอร์เซ็นต์ และเพลาขับหลังอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เท่าๆกันตลอดการใช้งาน จะใช้เมื่อพบกับสภาพที่เป็นลูกรัง หลุม บ่อ ในระบบนี้สามารถใช้ความเร็วได้ตามปกติ แต่จะต้องมีความระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากในระบบนี้การส่งกำลังไปที่ล้อหน้าและล้อหลังจะถูกกำหนดไว้ในอัตราส่วน 50:50 คงที่ จึงทำให้รัศมีวงเลี้ยวกว้างกว่าปกติ

4WD PART-TIME (LOW) : ระบบนี้ขับเคลื่อน 4 ล้อให้พลังแรงบิดสูงสุด เพราะจะมีเฟืองมาทดช่วยเพิ่มอัตราทดให้เร็วสูง ทำให้แรงบิดที่ล้อเพิ่มมากขึ้น โดยจะส่งกำลังไปที่ล้อหน้า 50เปอร์เซ็นต์ และล้อหลัง 50 เปอร์เซ็นต์ เหมาะกับการใช้งานบนเส้นทางที่ทุรกันดาร หลุมลึก โคลน หรือเมื่อต้องการขึ้นที่ลาดชันมาก ไม่ควรใช้ความเร็วเกินกว่า 56 กม. ชม.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น